กรณีศึกษา: งานสร้างสะพานด้วยกล้องระดับ Auto Level ฉบับผู้รับเหมา

Last updated: 19 พ.ค. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทำไมต้องตั้ง Benchmark มากกว่า 1 จุดในไซต์งานใหญ่?

งานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหรือทางต่างระดับ (Bridge Construction) เป็นงานที่ต้องการความแม่นยำของระดับ (Elevation Control) ตลอดความยาวโครงสร้าง ตั้งแต่ฐานราก ตอม่อ คาน ไปจนถึงผิวจราจร ความคลาดเคลื่อนเพียง 5-10 มม. ในแต่ละจุดอาจสะสมเป็นปัญหาในการเชื่อมต่อคาน Box Girder หรือการระบายน้ำของผิวสะพาน บทความนี้นำเสนอกรณีศึกษางานจริงของผู้รับเหมารายหนึ่งที่ใช้กล้องระดับ Auto Level เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมระดับสะพานความยาวรวมประมาณ 320 เมตร ข้ามแม่น้ำขนาดกลาง พร้อมขั้นตอนปฏิบัติที่อ้างอิงแนวทาง ISO 17123-2 ว่าด้วยการประเมินความแม่นยำของกล้องระดับและไม้สต๊าฟ และมาตรฐาน USACE EM 1110-1-1005 สำหรับงานควบคุมแนวดิ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน


  1. บริบทโครงการและการเตรียม Bench Mark

โครงการเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรง 5 ช่วง ความยาวช่วงละ 64 เมตร ตอม่อกลางลำน้ำ 4 ต้น ผู้รับเหมาวางแผนใช้กล้องระดับ Auto Level ความแม่นยำในช่วง ±1.0 ถึง ±2.0 มม./กม. Double-Run ตามที่ผู้ผลิตหลักเช่น Leica, Topcon, Sokkia, Nikon, South ประกาศใน Spec Sheet สำหรับงานสะพานในระดับ Engineering Survey


วิธีปฏิบัติ: ก่อนเริ่มงานจริง ทีมสำรวจสร้าง Bench Mark หลัก (Primary BM) 2 จุดที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของลำน้ำ โดยอ้างอิงระดับจากหมุดควบคุมของกรมที่ดินหรือกรมแผนที่ทหาร จากนั้นถ่ายระดับ Bench Mark ย่อย (Secondary BM) ลงไปยังพื้นที่ก่อสร้างฐานราก โดยใช้หลัก Balanced Backsight-Foresight ระยะไม่เกิน 50 เมตรต่อสถานี เพื่อลดผลของ Curvature & Refraction Correction


สูตรการคำนวณค่าแก้ Curvature และ Refraction คือ

C_cr = 0.0675 × D² (เมื่อ D เป็น กม. และผลลัพธ์เป็น เมตร) 

ที่ระยะ 50 เมตร ค่าแก้ประมาณ 0.17 มม. ซึ่งยอมรับได้สำหรับงานสะพานทั่วไป


ค่า Tolerance ของ Closure Error สำหรับงาน Class II Leveling ตาม FGCS คือ 8√K มม. เมื่อ K คือระยะรวมเป็นกิโลเมตร เช่นหาก Loop ยาว 1.5 กม. ค่ายอมรับสูงสุดคือประมาณ 9.8 มม.


ข้อควรระวัง: Bench Mark ที่สร้างใหม่ต้องตอกลึกถึงชั้นดินแข็งหรือฝังในคอนกรีตขนาดอย่างน้อย 0.5 × 0.5 × 1.0 เมตร เพื่อป้องกันการทรุดตัวระหว่างโครงการที่อาจกินเวลา 12-24 เดือน


2. การถ่ายระดับข้ามแม่น้ำด้วยเทคนิค Reciprocal Leveling


ในกรณีศึกษานี้ ความกว้างของแม่น้ำประมาณ 180 เมตร ทำให้ไม่สามารถใช้การถ่ายระดับแบบปกติได้ เนื่องจากระยะ Foresight ยาวเกินไป ทีมงานเลือกใช้เทคนิค Reciprocal Leveling ตามแนวทาง USACE EM 1110-1-1005


ทฤษฎี: Reciprocal Leveling ใช้หลักการตั้งกล้องที่ทั้งสองฝั่งสลับกัน แล้วเฉลี่ยค่าที่อ่านได้ ผลคือค่า Systematic Error จาก Collimation, Curvature และ Refraction จะตัดกันเอง


วิธีปฏิบัติ Step-by-Step:

ขั้นที่ 1 ปักไม้สต๊าฟที่ฝั่ง A และฝั่ง B ตั้งกล้องที่ฝั่ง A อ่านสต๊าฟใกล้ที่ A และสต๊าฟไกลที่ B

ขั้นที่ 2 ทำการอ่าน 6-8 ครั้งภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที เพื่อลดผลของ Atmospheric Refraction ที่เปลี่ยนแปลง

ขั้นที่ 3 ย้ายกล้องไปฝั่ง B ทำซ้ำขั้นที่ 1-2 โดยเก็บไม้สต๊าฟทั้งสองตัวไว้ตำแหน่งเดิม

ขั้นที่ 4 คำนวณค่าเฉลี่ยจากทั้งสองฝั่ง โดย ΔH = ((BS_A − FS_A) + (BS_B − FS_B)) / 2


ค่า Tolerance: ผลต่างระหว่างค่าจากฝั่ง A และ B ไม่ควรเกิน 3 มม. สำหรับช่วง 200 เมตร หากเกินต้องวัดซ้ำในช่วงเวลาที่อุณหภูมิเสถียร เช่นช่วงเช้าหรือใกล้ค่ำ


ข้อควรระวัง: ห้ามวัด Reciprocal Leveling ในช่วงกลางวันที่แดดจัด เพราะการพยับแดด (Heat Shimmer) บนผิวน้ำทำให้การเล็งสต๊าฟไม่คมชัดและค่าอ่านคลาดเคลื่อนสูง ผู้รับเหมาในกรณีนี้เลือกวัดช่วงเวลา 06:00-09:00 น. และ 16:00-18:00 น.


3. การควบคุมระดับตอม่อและคาน


ทฤษฎี: ตอม่อสะพานต้องมีระดับยอด (Top Elevation) ที่ตรงตามแบบในระดับ ±5 มม. เพื่อให้รองรับคาน Box Girder ได้พอดี กล้องระดับใช้ตั้งบนทางเดินชั่วคราว (Catwalk) หรือบนตอม่อใกล้เคียงที่ตรวจสอบแล้ว


วิธีปฏิบัติ: ก่อนเทคอนกรีตยอดตอม่อ ตั้งกล้องระดับ Auto Level ที่ระยะ 20-30 เมตรจากตอม่อ ใช้ไม้สต๊าฟอลูมิเนียมขนาด 5 เมตรพร้อม Bubble Level ติดด้านข้าง อ่านค่าที่จุดอ้างอิง 4 มุมของตอม่อ โดยทำ Two-Sets Reading เช้าและบ่ายเพื่อยืนยัน


ค่า Spec ของกล้องที่ใช้ในกรณีศึกษา: ความแม่นยำ ±1.5 มม./กม. Double-Run, Compensator Range ±15 นาทีของส่วนโค้ง, กำลังขยาย 28X ซึ่งเพียงพอสำหรับงานสะพานทั่วไป สำหรับงาน Precise Leveling ตามมาตรฐาน First-Order ต้องใช้กล้องที่มีความแม่นยำ ±0.3 ถึง ±0.7 มม./กม.


ข้อควรระวัง: ในกรณีศึกษานี้พบว่าตอม่อต้นที่ 3 มีระดับยอดต่ำกว่าแบบ 7 มม. หลังเทคอนกรีต สาเหตุคือไม้สต๊าฟไม่ตั้งดิ่งขณะอ่าน เพราะลมพัดแรง ทีมงานแก้ไขด้วยการใช้ Bipod พยุงสต๊าฟและตรวจสอบ Bubble Level ก่อนทุกการอ่าน


4. ระบบบันทึกและการตรวจรับ As-Built


ทฤษฎี: การตรวจรับ As-Built ต้องเปรียบเทียบระดับจริงกับแบบทุกจุดที่กำหนด พร้อมบันทึกความไม่แน่นอน (Uncertainty) ตามหลัก Traceability ของ ISO/IEC 17025


วิธีปฏิบัติ: ทีมสำรวจสร้าง Spreadsheet ที่มีคอลัมน์ จุดอ้างอิง, ระดับออกแบบ, ระดับวัด, ผลต่าง, สถานะ Pass/Fail, ผู้วัด, วันที่ และเลขที่สอบเทียบกล้อง ตัวอย่างผลในกรณีศึกษา: จุดบนผิวจราจรทั้งหมด 384 จุด ผลต่างเฉลี่ย +2.3 มม. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.1 มม. ผ่านเกณฑ์ ±10 มม. ของแบบ 100%


ค่า Tolerance ของผิวจราจรสะพานทั่วไป ±10 มม. จากระดับออกแบบ, ตอม่อ ±5 มม., ฐานราก ±20 มม., Slope ทางลาด ±0.1%


ข้อควรระวัง: บันทึกผลการสอบเทียบกล้องที่ใช้ในโครงการเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน As-Built ทุกครั้ง หากกล้องไม่มีใบสอบเทียบที่อ้างอิงมาตรฐาน เจ้าของโครงการอาจไม่รับงาน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ Traceability ได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้