เลือกโหมดไหนดี? เจาะลึกความต่างของระบบยิงระยะ Fine, Coarse และ Tracking
ในเมนูตั้งค่าการยิงระยะ (EDM Setting) ของกล้อง Total Station จะมีโหมดความเร็วในการวัดระยะทาง (Measuring Time) ให้เลือกใช้งาน 3 รูปแบบหลักๆ ซึ่งแต่ละโหมดถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วและความละเอียดที่ต่างกันอย่างชัดเจน
1. คุณสมบัติของทั้ง 3 โหมด
1) โหมด Fine (ละเอียด)
- ความเร็ว : ประมาณ 1.0 - 1.5 วินาทีต่อจุด (ช้าที่สุด)
- ความละเอียด : แสดงผลทศนิยมระดับมิลลิเมตร หรือต่ำกว่ามิลลิเมตร (0.001 m หรือ 0.0001 m)
- หลักการ : กล้องจะยิงเลเซอร์ไปกลับหลายรอบในเสี้ยววินาที เพื่อนำคลื่นแสงมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยและกรองสัญญาณรบกวนออกจนนิ่งที่สุด
- เหมาะสำหรับ : งานที่ต้องการความเป๊ะสูงมาก เช่น งานวางหมุดควบคุมอ้างอิง (Control Points) หรืองานเช็กการทรุดตัวของอาคาร (Monitoring)
2) โหมด Coarse (หยาบ/ปานกลาง)
- ความเร็ว : ประมาณ 0.5 - 0.7 วินาทีต่อจุด (เร็วปานกลาง)
- ความละเอียด : ละเอียดระดับเซนติเมตรหรือมิลลิเมตรต้นๆ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าค่ายอดนิยม
- หลักการ : ลดจำนวนรอบในการปล่อยแสงเลเซอร์ลงเพื่อเน้นทำเวลา ทำให้ประมวลผลได้เร็วขึ้นและประหยัดแบตเตอรี่
- เหมาะสำหรับ : งานเก็บรายละเอียดภูมิประเทศทั่วไป (Topographic Survey) ที่มีหมุดต้องเก็บเป็นร้อยเป็นพันจุด เช่น แนวต้นไม้ ขอบฟุตบาท หรือเนินดิน
3) โหมด Tracking (ต่อเนื่อง)
- ความเร็ว : ประมาณ 0.3 - 0.4 วินาที (เร็วที่สุด)
- ความละเอียด : แสดงผลหยาบที่สุด (ส่วนใหญ่ล็อกไว้ที่ระดับเซนติเมตร 0.01 m)
- หลักการ : กล้องจะส่งเลเซอร์ยิงรัวแบบ Non-stop คล้ายเรดาร์ และอัปเดตตัวเลขระยะทางบนหน้าจอแบบ Real-time ตลอดเวลา
- เหมาะสำหรับ : งานวางผังหน้างาน (Layout / Stake Out) ในขั้นตอนที่ต้อนคนถือเป้าโพลให้เดินขยับหาตำแหน่งเข้า-ออก
เมื่อต้องทำหน้างานวางผัง (Layout) ให้เปิดโหมด Tracking เพื่อดูระยะทางที่คนถือเป้ากำลังเดินขยับเข้าหาจุดอ้างอิง พอคนถือเป้าขยับจนตรงจุดเป๊ะและตั้งลูกน้ำฟองกลมบนโพลนิ่งแล้ว ให้ช่างสำรวจกดสลับเป็นโหมด Fine ทันที เพื่อยิงจับค่าจริงและบันทึกพิกัดที่แท้จริงลงเครื่องครับ ช่วยให้งานเสร็จไวและแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์