Balanced Backsight-Foresight หลักการลด Systematic Error ในงานระดับ

Last updated: 16 พ.ค. 2569  |  9 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วิธีใช้ไม้สต๊าฟร่วมกับกล้องระดับอย่างถูกต้อง

หลักการตั้งระยะ Backsight และ Foresight ให้สมดุล (Balanced Sights) เป็นเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการลดความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Error) ของงานวัดระดับด้วยกล้อง Auto Level มาตรฐาน ISO 17123-2 ระบุข้อกำหนดในการทดสอบกล้องระดับโดยอ้างอิงเงื่อนไขระยะที่สมดุล ขณะที่ USACE EM 1110-1-1005 และแนวทางของ FGCS กำหนดให้งาน Precise Leveling ระดับ First-Order ต้องควบคุมความแตกต่างของระยะ Backsight–Foresight อย่างเข้มงวด เพื่อให้ผลการวัดมีคุณภาพเทียบเท่ากับข้อกำหนดทางภูมิมาตรศาสตร์ระดับสากล

1. ทฤษฎีของ Balanced Sights และความคลาดเคลื่อนแนวเล็ง

ความคลาดเคลื่อนแนวเล็ง (Line of Sight Error หรือ Collimation Error: α) คือมุมที่แนวเล็งของกล้องระดับเบี่ยงเบนจากแนวระดับจริง ผลของ α ต่อค่าระดับที่อ่านได้บนไม้สต๊าฟแปรผันตามระยะ d:

ΔR = d · tan(α) ≈ d · α

เมื่อทำ Differential Leveling จะอ่าน Backsight (BS) และ Foresight (FS) แล้วคำนวณผลต่างระดับ ΔH = BS − FS หากระยะ BS และ FS เท่ากัน (dBS = dFS) Collimation Error ในทั้งสองค่าจะมีขนาดเท่ากันและเครื่องหมายเดียวกัน ตัดหักล้างเมื่อหักลบ ทำให้ ΔH ปลอดจากผลของ α โดยสมบูรณ์

Tolerance: ตาม ISO 17123-2 ค่า α ของกล้องระดับมาตรฐาน Compensator ±10″ ของผู้ผลิตหลักอย่าง Leica NA Series, Topcon AT-B Series, Sokkia B Series และ Nikon AC/AX Series ต้องไม่เกิน ±10″ ถึง ±20″ หลังการสอบเทียบ

ข้อควรระวัง: การละเลยข้อกำหนดสมดุลระยะแม้เพียง 5 เมตร เมื่อกล้องมี α = 15″ จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนสะสมประมาณ 0.36 มิลลิเมตรต่อสถานี ซึ่งในงานระดับยาว 1 กิโลเมตรอาจสะสมเกินค่ายอมรับของงาน Second-Order

2. ผลของ Earth Curvature และ Atmospheric Refraction

นอกจาก Collimation Error ยังมี Earth Curvature (C) และ Atmospheric Refraction (R) ที่แปรผันตามระยะ:

(C − R) = 0.0675 · d² (เมตร เมื่อ d เป็นกิโลเมตร)

สัมประสิทธิ์ 0.0675 มาจากค่า k (Coefficient of Refraction) เฉลี่ยที่ 0.13 ของบรรยากาศมาตรฐาน ผลคือทุกระยะ 100 เมตร จะเกิดความคลาดเคลื่อนรวมประมาณ 0.7 มิลลิเมตร เมื่อระยะ Backsight และ Foresight เท่ากัน ผลของ (C − R) บน BS และ FS จะเท่ากัน หักล้างได้พอดี

Tolerance: งาน Class 2 Leveling ยอมรับ Misclosure ≤ 8√K mm (K เป็นระยะเป็นกิโลเมตร) ส่วนงาน First-Order ตาม FGCS Standards กำหนด ≤ 4√K mm หากต้องการตรงเกณฑ์ First-Order ต้องควบคุมระยะ BS–FS ไม่ให้ต่างกันเกิน 1 เมตรต่อสถานี และไม่เกิน 5 เมตรสะสมต่อรอบ

ข้อควรระวัง: ค่า k ของบรรยากาศไทยในช่วงเที่ยงวันอาจเปลี่ยนจาก 0.13 เป็น −0.10 ถึง 0.30 ได้ การวัดระดับช่วงเวลา 11.00–14.00 น. เหนือพื้นผิวร้อน เช่น ถนนคอนกรีต ควรลดระยะเล็งให้สั้นลงและรักษาสมดุลระยะอย่างเคร่งครัด

3. การคำนวณสมดุลระยะในแต่ละสถานี

ในทางปฏิบัติ ผู้สังเกตการณ์ต้องนับจำนวนช่วงสายสิญจน์ (Stadia Hair) บนไม้สต๊าฟเพื่อประมาณระยะคร่าว ๆ ระยะนับจาก Stadia Interval (s) คูณกับ Stadia Constant K (โดยทั่วไป K = 100):

d = K · s = 100 · (Upper Stadia − Lower Stadia)

ผลรวมของความต่างระยะตลอดสายระดับ (ΣΔd = ΣdBS − ΣdFS) ใช้ประมาณค่า Collimation Error ที่หลงเหลือ:

Residual Error ≈ α · ΣΔd

Tolerance: ตาม USACE EM 1110-1-1005 สำหรับ Second-Order Class II กำหนด ΣΔd สะสมไม่เกิน 10 เมตรต่อ Section ส่วน First-Order ไม่เกิน 5 เมตร และต้องอ่านระยะถึงทศนิยม 0.1 เมตร

ข้อควรระวัง: การปัดระยะเป็นจำนวนเต็มเมตรอาจดูสมเหตุสมผลในงาน Class 3 แต่จะทำให้ Residual Error สะสมเกินเกณฑ์งานความแม่นยำสูงโดยไม่รู้ตัว</x

4. การประเมิน Collimation Error ภาคสนามด้วย Two-Peg Test

การทดสอบ Two-Peg Test คือการตรวจสอบสมมติฐานของ Balanced Sights โดยตรง ขั้นตอนคือวางหมุดสองหมุดห่างกัน D เมตร (โดยทั่วไป 30–60 เมตร) แล้วตั้งกล้องที่กลาง อ่าน BS–FS ครั้งหนึ่ง จากนั้นย้ายกล้องไปใกล้หมุดใดหมุดหนึ่ง (d ≈ 2–3 เมตร) อ่านอีกครั้ง คำนวณ Collimation Error ได้จาก:

α = [ΔH2 − ΔH1] / (D − d)

โดย ΔH1 คือผลต่างระดับที่อ่านได้จากกลางสาย และ ΔH2 คือผลต่างระดับจากตำแหน่งใกล้หมุด

Tolerance: ผู้ผลิตหลักกำหนดเกณฑ์การปรับแก้ที่ |α| > 5″ ถึง 10″ สำหรับกล้องระดับ Standard และ |α| > 2″ ถึง 3″ สำหรับ Precise Auto Level เช่น Leica NA2/NAK2 หรือ Sokkia B20

ข้อควรระวัง: หากผลทดสอบให้ค่า α ไม่คงที่ในแต่ละครั้ง ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ Collimation แต่อยู่ที่ Compensator ภายในกล้องที่อาจติดขัด ควรให้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบ Compensator Range และ Hysteresis

5. การกระจาย Misclosure และการประเมินคุณภาพข้อมูล

เมื่อทำสายระดับเป็นวงปิด (Closed Loop) ค่า Closure Error (e) คือผลรวมของผลต่างระดับ ΣΔH ในทางอุดมคติเท่ากับศูนย์ การกระจายค่า e ลงในแต่ละสถานีใช้กฎ Compass Rule โดยน้ำหนักตามระยะ:

Correctioni = −e · (Li / ΣL)

โดย Li คือระยะของช่วงที่ i และ ΣL คือระยะรวมของวงรอบ

Tolerance: ตาม FGCS Standards: First-Order Class I |e| ≤ 3√K mm, Class II ≤ 4√K mm, Second-Order Class I ≤ 6√K mm, Class II ≤ 8√K mm, Third-Order ≤ 12√K mm

ข้อควรระวัง: ก่อนกระจาย Misclosure ต้องตรวจสอบว่าค่า e อยู่ในเกณฑ์ของชั้นงานที่กำหนด หากเกิน ห้ามใช้ Compass Rule บังคับ ต้องตรวจสอบหาจุดผิดพลาด (Blunder) และทำงานใหม่

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้