Last updated: 27 พ.ค. 2569 | 5 จำนวนผู้เข้าชม |
การกำหนดจุด Stake Out สำหรับงานโค้งบนถนน ทางเลี้ยว และขอบเขตที่ดินรูปโค้ง ถือเป็นงานละเอียดที่ต้องการความเข้าใจทั้งทฤษฎีเรขาคณิตของเส้นโค้ง และความสามารถในการประมวลผลเชิงพิกัด ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องเลือกวิธีกำหนดจุดให้สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ ความหนาแน่นของจุด และเครื่องมือที่ใช้ ในที่นี้จะอธิบายขั้นตอนปฏิบัติงานจริงด้วย Total Station จำนวน 7 ขั้นตอน พร้อมเกณฑ์การประเมินคุณภาพและจุดที่มักผิดพลาด
ก่อนออกสนามต้องเตรียมข้อมูล Horizontal Alignment ที่ประกอบด้วยจุด PC (Point of Curvature), PI (Point of Intersection), PT (Point of Tangency) พร้อมค่ารัศมีโค้ง R, มุมเบี่ยงเบน Δ (Deflection Angle) และความยาวโค้ง L โดย L = R × Δ (เมื่อ Δ เป็นเรเดียน) ถ่ายโอนข้อมูลพิกัดเข้าเครื่องในรูปแบบไฟล์ที่เครื่อง Total Station รองรับ และตรวจสอบ Datum ของระบบพิกัด (UTM Zone 47N, Indian 1975 หรือ WGS84) ให้ตรงกับหมุดอ้างอิงในพื้นที่ ข้อควรระวังคือต้องไม่ลืมแปลงระบบพิกัดให้ตรงกัน หากต่างกันแม้เพียง Datum จะคลาดเคลื่อนระดับเมตร
2. ตั้งกล้อง Setup และทำ Backsight
ตั้ง Total Station บนหมุดควบคุมที่อยู่ใกล้พื้นที่งานที่สุด ใช้ Optical/Laser Plummet จัดศูนย์ให้ได้ภายใน 1-2 mm และปรับ Electronic Bubble ให้อยู่ในช่วง ±10″ จากนั้น Backsight ไปยังหมุดที่ทราบพิกัดอีกหนึ่งจุด ควรเลือกแบบ Coordinate Backsight เพื่อให้เครื่องคำนวณ Azimuth ให้อัตโนมัติ ตรวจสอบค่า dHA และ dV หลัง Backsight ไม่ควรเกิน ±10″ ตามแนวทาง ISO 17123-3 สำหรับกล้องระดับความแม่นยำ 2-5″ และตั้งค่า Atmospheric Correction (ppm) ตามอุณหภูมิและความกดอากาศจริงในวันนั้น
3. คำนวณพิกัดจุดบนเส้นโค้ง (Coordinate of Points on Curve)
ใช้วิธี Deflection Angle and Chord ในการคำนวณจุดบนโค้งวงกลม กำหนดระยะห่างคอร์ด c (ปกติ 5-20 m ขึ้นกับรัศมี) คำนวณมุมเบี่ยงเบน δ จาก PC ของแต่ละจุดด้วยสูตร δ = (c / 2R) เรเดียน หรือ δ° = (28.6479 × c) / R โดย R คือรัศมีโค้งเป็นเมตร พิกัดของแต่ละจุดสามารถคำนวณจาก Azimuth ของเส้นสัมผัสที่ PC บวกกับมุม 2δ สะสม สำหรับ Spiral หรือ Clothoid ที่ใช้บนถนนความเร็วสูง สมการจะซับซ้อนกว่า แนะนำใช้ฟังก์ชัน Road/Alignment ในเครื่อง Total Station ที่รองรับ
4. Stake Out จุดบนโค้งด้วยวิธี Polar (Angle-Distance)
โหมด Stake Out ในเครื่องจะคำนวณค่ามุมราบและระยะที่ต้องเล็งจากจุด Setup ปัจจุบัน ผู้ถือ Prism เคลื่อนตามคำสั่ง dH (ระยะคงเหลือ) และ dHA (มุมคงเหลือ) จนกระทั่งค่าทั้งคู่ใกล้ศูนย์ภายใน Tolerance ที่กำหนด งานทั่วไปใช้ Tolerance ±10-20 mm งานทางหลวงตามแนวทาง USACE EM 1110-1-1005 มักกำหนด ±5-10 mm ตอกหมุดไม้หรือเหล็กที่จุดและบันทึก Offset เผื่อสำหรับงานก่อสร้าง
5. การตรวจสอบด้วย Two-Face และ Independent Check
ทุกๆ 10-15 จุด ควรกลับ Face Right เพื่อวัดมุมและระยะซ้ำ เปรียบเทียบค่าพิกัดที่อ่านได้ ค่าต่างจะต้องไม่เกินสองเท่าของความแม่นยำเครื่อง สำหรับงาน Class 2 ตาม FGCS Geometric Geodetic Accuracy Standards การวัดสองหน้าจะลดผลกระทบจาก Horizontal Collimation Error และ Vertical Index Error ได้เกือบทั้งหมด อีกวิธีคือใช้ Independent Check โดยตั้งกล้องจากหมุดควบคุมอีกตัวแล้ววัดพิกัดจุดเดียวกัน ค่าต่างควรน้อยกว่า 15 mm
6. การจัดการกับ Obstacle และการ Move Setup
หากมีต้นไม้หรือสิ่งกีดขวางทำให้เล็งไม่ได้ ให้ใช้วิธี Free Station หรือ Resection กลับมาตั้งจุดใหม่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ค่า Standard Deviation หลัง Resection ควรน้อยกว่า 5 mm ทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ก่อน Stake Out ต่อ ควรวัด Check Point จุดที่เคยกำหนดไว้แล้วเพื่อยืนยันความสอดคล้องระหว่าง Setup ใหม่และเก่า ความต่างที่ยอมรับได้อยู่ที่ ±10 mm สำหรับงานก่อสร้างถนน
7. บันทึกผลและทำ As-Built
หลัง Stake Out เสร็จ ให้เก็บข้อมูล As-Built โดยวัดพิกัดจริงของหมุดที่ตอก เปรียบเทียบกับพิกัดออกแบบ คำนวณ Residual แต่ละจุด ค่า RMSE ของชุดข้อมูลควรอยู่ในระดับเดียวกับ Tolerance สำหรับงานชั้น 2 ทั่วไป RMSE ในแนวราบ ≤ 10 mm และในแนวดิ่ง ≤ 15 mm บันทึกค่าทั้งหมดในรูป CSV หรือ DXF เพื่อใช้อ้างอิงและส่งมอบงาน