ทำไม "กล้องวัดมุม" ถึงยังไม่หายไป? ในยุคที่มีทั้ง Total Station และโดรนสำรวจ
แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่าง Total Station ที่ยิงเลเซอร์คำนวณพิกัดได้เบ็ดเสร็จ หรือ โดรนสำรวจ (Drone) ที่บินเก็บข้อมูลพื้นที่ได้นับร้อยไร่ในพริบตา แต่ กล้องวัดมุม (Theodolite) แบบดั้งเดิมก็ยังคงเป็นเครื่องมืออมตะที่ขาดไม่ได้ในไซต์งานก่อสร้าง ด้วย 4 เหตุผลสำคัญดังนี้
1. หน้างานประจำวันส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ "พิกัด"
- งานก่อสร้างทั่วไป เช่น การเช็กดิ่งเสาโครงสร้างอาคาร การตั้งแนวแบบหล่อคอนกรีต หรือการวางแนวรั้ว ต้องการเพียงแค่ "แนวเส้นตรง" และ "ความดิ่ง" เท่านั้น
- กล้องวัดมุมสามารถตั้งกล้อง ล็อกแนว และส่องดิ่งขึ้น-ลงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเซตค่าพิกัดจุดตั้งกล้องหรือหมุดอ้างอิงหลัง (Backsight) ให้ยุ่งยากเหมือนกล้องไฮเทค
2. ทนทาน คุ้มค่า และค่าบำรุงรักษาต่ำ
- ราคาประหยัด : มีราคาถูกกว่ากล้อง Total Station หลายเท่าตัว และถูกกว่าโดรนเกรดวิศวกรรมหลายสิบเท่า ช่วยลดต้นทุนให้ผู้รับเหมาได้อย่างมาก
- ทนแดดทนฝน : กล้องวัดมุม (โดยเฉพาะระบบกลไกแท้) มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์น้อยมาก จึงทนต่อสภาพอากาศร้อนจัด ฝุ่นตลบ หรือละอองฝนในไซต์งานได้ดีเยี่ยม โอกาสระบบรวนหรือหน้าจอค้างต่ำมาก
3. ทำงานได้ดีในพื้นที่ที่เทคโนโลยีใหม่เข้าไม่ถึง
- ไร้ข้อจำกัดเรื่องสิ่งกีดขวาง : โดรนสำรวจไม่สามารถบินเก็บระดับดินได้ในพื้นที่อับสัญญาณ ใต้ทางด่วน หรือป่าทึบ ส่วนเลเซอร์ของ Total Station อาจเพี้ยนได้หากเจอฝุ่นหนาหรือกระจกสะท้อน
- แต่กล้องวัดมุมที่ใช้สายตามนุษย์มองผ่านสายใยร่วมกับไม้สต๊าฟ จะยังสามารถอ่านค่าผ่านช่องว่างเล็กๆ หรือสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้เสมอ
4. คล่องตัวสูง ไม่ต้องง้อแบตเตอรี่
- กล้องวัดมุมระบบออปติกทั่วไปสามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ทำให้หมดกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางคันระหว่างอยู่หน้างานห่างไกล ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย และพร้อมส่องงานได้ในไม่กี่นาที
สรุปการเลือกใช้งานให้เหมาะกับหน้างาน
- กล้องวัดมุม (Theodolite) : ดีที่สุดสำหรับงานเช็กดิ่งเสา วางแนวรั้ว และงานโครงสร้างขนาดเล็ก (เร็ว ประหยัด ตรงจุด)
- Total Station : ดีที่สุดสำหรับงานทาง งานขุดคลองระยะยาว และงานวางผังที่ต้องคุมระดับและพิกัดอย่างแม่นยำ
- โดรนสำรวจ (Drone) : ดีที่สุดสำหรับงานทำแผนที่ภูมิประเทศขนาดใหญ่หลายร้อยไร่ เพื่อเก็บภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว