งานสำรวจทางราบ (Planar) vs ทางโค้ง (Geodetic)

Last updated: 6 ส.ค. 2569  |  10 จำนวนผู้เข้าชม  | 

งานสำรวจทางราบ (Planar) vs ทางโค้ง (Geodetic)

งานสำรวจทางราบ (Planar) vs ทางโค้ง (Geodetic)

     การเลือกใช้วิธีคำนวณงานสำรวจขึ้นอยู่กับ ขนาดพื้นที่โครงการ และ ผลกระทบจากความโค้งของโลก โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

1. งานสำรวจทางราบ (Planar Surveying)

  • หลักการ : สมมติให้พื้นผิวโลกเป็น ระนาบราบ ละเว้นความโค้งของโลก และให้เส้นดิ่งทุกจุดขนานกัน
  • ขอบเขต : เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก (< 250 km2) หรือระยะทางไม่เกิน ~20 กิโลเมตร
  • การใช้งาน : งานวางผังอาคาร จัดสรรที่ดิน และงานก่อสร้างทั่วไป
  • การคำนวณ : ใช้เรขาคณิตและตรีโกณมิติระนาบราบ ( Σ มุมภายในสามเหลี่ยม = 180 ํ )


2. งานสำรวจทางโค้ง (Geodetic Surveying)

  • หลักการ : นำ ความโค้งของโลก มาคิดคำนวณเสมอ โดยอ้างอิงรูปทรงเอลลิปซอยด์ เส้นดิ่งจะลู่เข้าหาศูนย์กลางโลก
  • ขอบเขต : ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ ( > 250 km2) หรือโครงการแนวยาวข้ามจังหวัด/ประเทศ
  • การใช้งาน : งานสร้างโครงข่ายหมุดอ้างอิงระดับประเทศ งานแผนที่ภูมิประเทศ และงานดาวเทียม GNSS/GPS
  • การคำนวณ : ใช้ตรีโกณมิติทรงกลมและระบบพิกัด UTM/WGS84

ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่าง


  2 ข้อควรระวังและ Error Prevention

  • คุม Error ความโค้งโลกในงานทำระดับ : ส่องกล้องระดับระยะไกลเกิน 100 เมตร ความโค้งโลกจะมีผลทันที ให้ตั้งกล้องกึ่งกลางระหว่างระยะหน้า-หลัง (Balanced Sight) เพื่อหักล้าง Error
  • ห้ามรวมพิกัด Local กับ UTM โดยไม่แปลงระบบ : การนำค่าพิกัดทางราบสมมติมาคำนวณร่วมกับพิกัด UTM โดยไม่ผ่านการแปลงระบบ (Transformation) จะทำให้ตำแหน่งคลาดเคลื่อนรุนแรง

 "พื้นที่เล็กตัดความโค้งโลกใช้ Planar Surveying ส่วนพื้นที่ใหญ่คิดความโค้งโลกใช้ Geodetic Surveying"

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้