งานสำรวจทางราบ (Planar) vs ทางโค้ง (Geodetic)
การเลือกใช้วิธีคำนวณงานสำรวจขึ้นอยู่กับ ขนาดพื้นที่โครงการ และ ผลกระทบจากความโค้งของโลก โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก
1. งานสำรวจทางราบ (Planar Surveying)
- หลักการ : สมมติให้พื้นผิวโลกเป็น ระนาบราบ ละเว้นความโค้งของโลก และให้เส้นดิ่งทุกจุดขนานกัน
- ขอบเขต : เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก (< 250 km2) หรือระยะทางไม่เกิน ~20 กิโลเมตร
- การใช้งาน : งานวางผังอาคาร จัดสรรที่ดิน และงานก่อสร้างทั่วไป
- การคำนวณ : ใช้เรขาคณิตและตรีโกณมิติระนาบราบ ( Σ มุมภายในสามเหลี่ยม = 180 ํ )
2. งานสำรวจทางโค้ง (Geodetic Surveying)
- หลักการ : นำ ความโค้งของโลก มาคิดคำนวณเสมอ โดยอ้างอิงรูปทรงเอลลิปซอยด์ เส้นดิ่งจะลู่เข้าหาศูนย์กลางโลก
- ขอบเขต : ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ ( > 250 km2) หรือโครงการแนวยาวข้ามจังหวัด/ประเทศ
- การใช้งาน : งานสร้างโครงข่ายหมุดอ้างอิงระดับประเทศ งานแผนที่ภูมิประเทศ และงานดาวเทียม GNSS/GPS
- การคำนวณ : ใช้ตรีโกณมิติทรงกลมและระบบพิกัด UTM/WGS84
ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่าง
2 ข้อควรระวังและ Error Prevention
- คุม Error ความโค้งโลกในงานทำระดับ : ส่องกล้องระดับระยะไกลเกิน 100 เมตร ความโค้งโลกจะมีผลทันที ให้ตั้งกล้องกึ่งกลางระหว่างระยะหน้า-หลัง (Balanced Sight) เพื่อหักล้าง Error
- ห้ามรวมพิกัด Local กับ UTM โดยไม่แปลงระบบ : การนำค่าพิกัดทางราบสมมติมาคำนวณร่วมกับพิกัด UTM โดยไม่ผ่านการแปลงระบบ (Transformation) จะทำให้ตำแหน่งคลาดเคลื่อนรุนแรง
"พื้นที่เล็กตัดความโค้งโลกใช้ Planar Surveying ส่วนพื้นที่ใหญ่คิดความโค้งโลกใช้ Geodetic Surveying"