Profile Leveling งานถนน: คู่มือ Step-by-Step ด้วยกล้อง Auto Level

Last updated: 16 พ.ค. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Profile Leveling งานถนน: คู่มือ Step-by-Step ด้วยกล้อง Auto Level

งานสร้างถนนทุกประเภท ตั้งแต่ถนนคอนกรีตในโครงการบ้านจัดสรร ถนนลาดยางในนิคมอุตสาหกรรม จนถึงทางหลวงสายหลัก จำเป็นต้องมีโปรไฟล์ตามยาว (Longitudinal Profile) ของระดับพื้นทางเดิมและระดับออกแบบ เพื่อใช้คำนวณปริมาณดินตัด-ดินถม (Cut & Fill) และควบคุมความลาดชัน (Grade) ให้ตรงตามแบบ Profile Leveling จึงเป็นกระบวนการพื้นฐานที่ผู้รับเหมาสร้างบ้านและช่างสำรวจรังวัดต้องชำนาญ มาตรฐาน ISO 17123-2 สำหรับการประเมินความแม่นยำของกล้อง Auto Level และแนวทางของ USACE EM 1110-1-1005 กำหนดวิธีปฏิบัติและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของงานระดับในงานวิศวกรรมไว้อย่างชัดเจน บทความนี้รวบรวมขั้นตอนเชิงปฏิบัติ พร้อมเกณฑ์ Tolerance ที่อ้างอิงได้จาก Spec ของผู้ผลิตหลักอย่าง Leica, Topcon, Sokkia, Nikon, South และ Sanding


  1. การวางแผนแนวสำรวจและ Benchmark (Planning & Bench Mark)
  2. ทฤษฎี: Profile Leveling อ่านค่าระดับ ณ จุดที่กำหนดตามแนว Centerline ของถนน โดยใช้ Bench Mark (BM) ที่ทราบค่าระดับเป็นจุดเริ่มต้นและจุดปิด สมการพื้นฐานของการถ่ายระดับคือ
  3. HI = Elevation_BM + BS
  4. Elevation_TP = HI − FS
  5. โดย HI = Height of Instrument, BS = Back Sight, FS = Fore Sight

วิธีปฏิบัติ: กำหนดระยะห่างของ Station ตามมาตรฐานงานถนน โดยทั่วไป 20-25 เมตรสำหรับงานทั่วไป และ 10 เมตรในช่วงที่ความลาดเปลี่ยน (PVC, PVT) วาง Temporary Bench Mark (TBM) ทุก 200-500 เมตรเพื่อใช้ตรวจสอบและกระจาย Closure


Tolerance: BM ที่ใช้อ้างอิงควรมีความแม่นยำสูงกว่างานปัจจุบันอย่างน้อย 1 ระดับชั้น ตามมาตรฐานความแม่นยำของกล้อง Auto Level ผู้ผลิตหลักประกาศ Standard Deviation per km Double-Run อยู่ในช่วง 0.7-2.5 มม./กม. สำหรับรุ่นทั่วไป และ 0.3-0.7 มม./กม. สำหรับรุ่น Precise


ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการใช้ BM ที่ตั้งอยู่บนถนนเดิมที่อาจมีการทรุดตัว ควรตรวจสอบ BM กับโครงข่ายภายในก่อนเริ่มงานทุกครั้ง


2. การตรวจสอบกล้องและไม้สต๊าฟก่อนเริ่มงาน (Pre-Survey Check)

ทฤษฎี: กล้อง Auto Level อาศัย Compensator แบบ Pendulum เพื่อทำให้แนวเล็งอยู่ในแนวระดับโดยอัตโนมัติ Compensator Range ของผู้ผลิตหลักประกาศในช่วง ±10' ถึง ±15' และความไวประมาณ 0.3"-0.5" ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพการทำงานก่อนใช้งานในแต่ละวัน


วิธีปฏิบัติ: ทำ Two-Peg Test ตรวจสอบ Collimation Error ของแนวเล็ง ตรวจ Circular Bubble ให้อยู่กึ่งกลาง ตรวจ Bubble Level บนไม้สต๊าฟ และเช็คว่าหน้าไม้สต๊าฟไม่ชำรุดหรือบิดเบี้ยว


Tolerance: ค่า Collimation Error ที่ยอมรับได้สำหรับงานถนนทั่วไปไม่ควรเกิน 3 มม. ต่อระยะ 30 เมตร หากเกินกว่านี้ต้องปรับสกรูแก้ไขหรือส่งสอบเทียบตามแนวทาง ISO/IEC 17025


ข้อควรระวัง: อย่าตั้งกล้องโดยไม่ตรวจ Compensator หากกล้องตกหรือกระแทกในการขนย้าย ต้องทำ Routine Check ก่อนใช้งานเสมอ


3. การถ่ายระดับตามแนว Centerline (Field Procedure)

ทฤษฎี: หลัก Balanced Backsight-Foresight ระบุว่าระยะ BS และ FS ควรใกล้เคียงกันเพื่อกำจัด Curvature & Refraction Error และผลของ Collimation ที่อาจเหลืออยู่ ความสัมพันธ์ของ Curvature & Refraction Correction คำนวณจาก

C = 0.0675 × D²

โดย D เป็นระยะเป็นกิโลเมตร ค่า C จะเป็นเมตร


วิธีปฏิบัติ: ตั้งกล้องกึ่งกลางระหว่าง BS และ FS โดยให้ระยะแต่ละด้านไม่เกิน 30-40 เมตร อ่านค่าจากไม้สต๊าฟ 3 เส้น (Upper, Middle, Lower) บันทึกค่ากลาง ตรวจ Stadia Interval (Upper − Lower) เพื่อยืนยันระยะ จดบันทึกในสมุดสนามตามฟอร์มมาตรฐาน


Tolerance: ตามแนวทาง USACE Class III Leveling ระยะ BS−FS ในแต่ละ Setup ไม่ควรต่างกันเกิน 5 เมตร และระยะรวมไม่เกิน 10 เมตร สำหรับงานวงรอบหลายกิโลเมตร


ข้อควรระวัง: อย่าให้ไม้สต๊าฟเอนเอียง ควรใช้ Bubble Level บนไม้สต๊าฟตลอดการอ่านค่า การเอียง 1° บนไม้สต๊าฟ 3 เมตรทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนสูงสุดถึง 0.5 มม.


4. การคำนวณ Closure Error และการปรับแก้ (Reduction & Adjustment)

ทฤษฎี: Closure Error คือผลต่างระหว่างค่าระดับที่คำนวณได้ที่จุดปิดกับค่าระดับจริงของ BM ปิด เกณฑ์ Misclosure ยอมรับนิยมใช้

e_max = K × √L

โดย K คือค่าคงที่ตามชั้นความแม่นยำ (มม.) และ L คือระยะรวมเป็นกิโลเมตร เช่น K = 12 สำหรับ Class III, K = 8 สำหรับ Class II, K = 4 สำหรับ Class I


วิธีปฏิบัติ: ตรวจสอบ Page Check (ΣBS − ΣFS = ΔElev) บนทุกหน้าสมุดสนาม คำนวณ Misclosure ระหว่าง BM เริ่มและ BM ปิด หากผ่านเกณฑ์ กระจาย Correction ด้วย Compass Rule ตามสัดส่วนระยะ จากนั้นคำนวณ Elevation ของทุก Station และ Sub-Point


Tolerance: สำหรับงานถนนทั่วไป Class III (K=12) เพียงพอ งานสะพานและงานท่อระบายน้ำที่ต้องการความแม่นยำสูงควรใช้ Class II (K=8)


ข้อควรระวัง: หากค่า Misclosure เกินเกณฑ์ ห้ามใช้วิธีกระจายเฉลี่ยเด็ดขาด ต้องสำรวจซ้ำหรือหาจุดที่ผิดพลาดในแบบฟอร์มก่อนเสมอ


5. การเขียนโปรไฟล์และตรวจสอบงาน (Plotting & QC)

ทฤษฎี: โปรไฟล์ตามยาวแสดงระดับพื้นเดิม (Existing Ground) และระดับออกแบบ (Design Grade) บนแกนเดียวกัน โดยทั่วไปใช้สเกลแนวนอนต่อแนวตั้งในอัตรา 10:1 หรือ 20:1 เพื่อให้เห็นความลาดชันชัดเจน


วิธีปฏิบัติ: Plot ระดับพื้นเดิมที่ทุก Station แล้ววาดเส้นออกแบบที่มีความลาดและความโค้งตามแบบ คำนวณ Cut/Fill ที่แต่ละ Station สรุปลงตารางและจัดทำรายงานตรวจสอบกลับไปยังกล้องและใบรับรองสอบเทียบ ตามหลักการ Traceability ของ ISO/IEC 17025


Tolerance: ความคลาดเคลื่อนของระดับที่นำเสนอในแบบโปรไฟล์งานถนนไม่ควรเกิน ±10 มม. ที่จุดใด ๆ เมื่อตรวจสอบซ้ำด้วยทีมอิสระ


ข้อควรระวัง: เก็บ Raw Data, Field Book และไฟล์คำนวณทั้งหมดในระบบสำรองข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามแนวทาง FIG สำหรับงานวิศวกรรม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้