กรณีศึกษา Total Station ในงาน Highway: วางหมุดควบคุมและ As-Built

Last updated: 26 พ.ค. 2569  |  3 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ความแตกต่างระหว่างกล้องวัดมุมแบบอ่านค่า 1 ฟิลิปดา กับ 5 ฟิลิปดา

งานก่อสร้างถนน (Highway Construction) เป็นโครงการที่ต้องการความต่อเนื่องเชิงเรขาคณิตสูง ทั้งแนวราบ (Horizontal Alignment) แนวดิ่ง (Vertical Alignment) และความลาดเอียงของผิวจราจร (Cross Slope) Total Station จึงเป็นเครื่องมือหลักที่ช่างสำรวจรังวัดและผู้รับเหมาก่อสร้างใช้ตั้งแต่ขั้นวางหมุดควบคุมจนถึงงาน As-Built บทความนี้สรุปกรณีศึกษาจากงานทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 5 กิโลเมตร พร้อมเทคนิคควบคุมคุณภาพในแต่ละช่วง

1. การวาง Primary Control ตามแนวเส้นทาง
หมุดควบคุมหลักวางห่างกัน 250–500 เมตร นอกเขตทาง (Right of Way) เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญหายระหว่างก่อสร้าง ใช้ Closed Loop Traverse ผูกกับหมุดอ้างอิงของกรมทางหลวง (BM) อย่างน้อย 2 จุด เกณฑ์ปิดวงรอบ (Closure) ใช้เกณฑ์ Second-Order Class II ตาม FGCS:

Angular Closure ≤ 10″√N (N = จำนวนสถานี)
Linear Closure ≤ 1:20,000
ใช้ Total Station ความแม่นยำเชิงมุม 2″–5″ และ EDM ±(2 + 2 ppm × D) ขึ้นไป

2. ตั้งกล้องและตรวจสอบก่อนเก็บข้อมูล
ในงานสนาม กล้องต้องผ่าน Two-Face Measurement ที่ทุกสถานี เพื่อลด Horizontal Collimation Error และ Vertical Index Error อ่านมุม 2 รอบ Face Left/Face Right แล้วเฉลี่ย ตั้งค่า Atmospheric Correction (ppm) ตามอุณหภูมิและความดันจริง การไม่ปรับ ppm ในวันที่อากาศร้อน 38°C อาจทำให้ระยะคลาดเคลื่อนถึง 10–15 ppm หรือ 5–8 มม. ที่ระยะ 500 ม.

3. Stake Out แนว Centerline และ Offset
ในกรณีศึกษา ทีมงานใช้ Robotic Total Station 1 คน + Prism Pole 1 คน เพื่อ Stake Out จุด PC, PT, PI ทุก 25 เมตรในแนวตรง และทุก 10 เมตรในส่วนโค้ง (Curve) ผลลัพธ์เฉลี่ย Stake Out Error อยู่ที่ ±5–10 มม. ในแนวราบ และ ±10–15 มม. ในแนวดิ่ง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ USACE EM 1110-1-1005 สำหรับงาน Highway Class III

4. เก็บข้อมูล Cross Section และความลาด
เก็บจุด Cross Section ทุก 25 เมตร โดยอ่านระยะออกจาก Centerline ที่ -10, -5, 0, +5, +10 เมตร ความลาดของผิวทาง (Crown) ในเกณฑ์ทั่วไปคือ 2.0%–2.5% สำหรับผิว Asphalt และ 1.5%–2.0% สำหรับผิว Concrete ใช้ Total Station แบบ Trigonometric Leveling โดยใช้สูตร:

ΔH = S × sin(α) + hi − hr − (1 − k) × S²cos²(α) / (2R)
โดย S = Slope Distance, α = Vertical Angle, hi = Instrument Height, hr = Reflector Height, k = Refraction Coefficient (~0.13), R = Earth Radius (6,370 km)

ที่ระยะวัด > 200 ม. ต้องใส่ Curvature & Refraction Correction ทุกจุด เพื่อให้ค่าระดับสอดคล้องกับงาน Spirit Leveling Third-Order ที่ใช้ในงานถนน

5. ตรวจสอบ As-Built และส่งมอบงาน
หลังลาดยางเสร็จ ทีมงานกลับมาเก็บ As-Built ที่จุดเดียวกันกับ Stake Out เพื่อเทียบความสูงและตำแหน่งกับแบบก่อสร้าง เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนยอมรับของ Highway Class III ตาม USACE EM 1110-1-1005:

แนวราบ: ±20 มม.
แนวดิ่ง: ±15 มม.
ความหนาชั้น Asphalt: ±10 มม.

ในกรณีศึกษานี้ ค่าเฉลี่ย As-Built Deviation อยู่ที่ ±8 มม. ทางราบ และ ±6 มม. ทางดิ่ง ผ่านเกณฑ์ทุกจุดที่สุ่มตรวจ 50 ตำแหน่งจากระยะ 5 กิโลเมตร

6. ปัจจัยเสี่ยงและแนวทางป้องกัน
ในงาน Highway มีปัจจัยที่ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ง่าย เช่น คลื่นความร้อน (Heat Shimmer) บนผิวถนนช่วงเที่ยง การสั่นจากเครื่องจักรหนัก และฝุ่นที่บดบังเป้า แนะนำให้เก็บข้อมูลช่วงเช้า 06:30–10:30 น. ตั้งกล้องห่างจากขอบทางอย่างน้อย 3–5 เมตร และตรวจ Prism Constant ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้