Last updated: 23 มิ.ย. 2569 | 2 จำนวนผู้เข้าชม |
กล้องระดับมือสองเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้รับเหมาและช่างสำรวจรังวัด แต่ความเสี่ยงคือกลไกคอมเพนเซเตอร์ (Compensator) และระบบเลนส์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การตรวจรับจึงต้องเป็นระบบ บทความนี้เรียงเป็น 8 ขั้นตอนตามลำดับที่ควรทำจริงหน้างาน โดยอ้างอิงแนวทางการทดสอบภาคสนามตามมาตรฐาน ISO 17123-2 ซึ่งกำหนดวิธีประเมินความแม่นยำของกล้องระดับและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อระยะ 1 กิโลเมตรของการเดินระดับไป-กลับ (double-run)
เริ่มจากตัวถัง (housing) มองหารอยร้าว รอยกระแทกที่มุมและฐาน เพราะการตกกระแทกมักทำให้คอมเพนเซเตอร์เสียศูนย์ ตรวจสกรูปรับระดับ (foot screw) ทั้งสามตัวว่าหมุนนุ่มสม่ำเสมอ ไม่ฝืดหรือหลวมคลอน หากมีสติกเกอร์สอบเทียบ (calibration label) ให้ดูวันที่ครั้งล่าสุด เครื่องที่ผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจะมีใบรายงานผลแนบ ข้อควรระวัง: รอยสนิมรอบช่องเลนส์เป็นสัญญาณว่าเครื่องเคยโดนความชื้นสะสม
ตั้งกล้องบนขาตั้งที่มั่นคง ปรับฟองกลม (circular bubble) ให้เข้ากึ่งกลาง แล้วหมุนกล้องรอบแกนดิ่ง 360 องศา ฟองอากาศต้องไม่เคลื่อนออกนอกวงกลม หากเคลื่อนแสดงว่าฟองกลมเสียศูนย์และต้องปรับแก้ (adjust) สกรูฟองกลม ทดสอบซ้ำอย่างน้อย 2 รอบเพื่อยืนยันว่าค่าคงที่ ขั้นตอนนี้เป็นพื้นฐานก่อนเข้าสู่การทดสอบคอมเพนเซเตอร์
คอมเพนเซเตอร์คือหัวใจของกล้องระดับอัตโนมัติ ทดสอบโดยเล็งสายใยกลาง (cross-hair) ไปที่ไม้สต๊าฟ อ่านค่า แล้วใช้นิ้วเคาะเบา ๆ ที่ตัวกล้อง ภาพต้องสั่นแล้วกลับมานิ่งที่ค่าอ่านเดิมภายในเวลาสั้น ๆ หากค่าอ่านเปลี่ยนไปอย่างถาวรหรือภาพค้างไม่กลับ แสดงว่าคอมเพนเซเตอร์ติดขัด (sticking) หรือเส้นแขวนขาด ซึ่งเป็นความเสียหายที่ซ่อมมีค่าใช้จ่ายสูง ข้อควรระวัง: ทดสอบในที่ลมนิ่งเพื่อไม่ให้ลมรบกวนผลการเคาะ
ช่วงการทำงานของคอมเพนเซเตอร์ (compensator working range) ของผู้ผลิตหลักโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ ±8 ถึง ±15 ลิปดา (arc-minute) ทดสอบโดยเอียงกล้องด้วยสกรูปรับระดับให้ฟองกลมเยื้องไปจนเกือบสุดขอบ แล้วสังเกตว่าค่าอ่านบนไม้สต๊าฟยังคงที่หรือไม่ หากค่าเริ่มเพี้ยนทั้งที่ฟองยังไม่ออกนอกวง แสดงว่าช่วงชดเชยแคบกว่าสเปกหรือคอมเพนเซเตอร์อ่อนแรง
ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการทดสอบสองหมุด (Two-Peg Test) เพื่อหาความคลาดเคลื่อนของแนวเล็ง (collimation error) ปักหมุด A และ B ห่างกันประมาณ 30-60 เมตร ตั้งกล้องกึ่งกลางอ่านค่าทั้งสองครั้งแรก จากนั้นย้ายกล้องไปใกล้หมุดใดหมุดหนึ่งแล้วอ่านซ้ำ ค่าความต่างระดับที่แท้จริงคำนวณจาก:
ΔH = (a₁ − b₁) และค่าคลาดเคลื่อน e = (a₂ − b₂) − (a₁ − b₁)
เมื่อ a คือค่าอ่านหมุดหลัง และ b คือค่าอ่านหมุดหน้า หากค่า e เกินเกณฑ์ที่ผู้ผลิตกำหนด (โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 2-3 มิลลิเมตรต่อระยะ) เครื่องจำเป็นต้องปรับแก้สายใยหรือส่งสอบเทียบ ข้อควรระวัง: ระยะหมุดหลังและหมุดหน้าต้องสมดุล (balanced) เพื่อกำจัดผลของความโค้งโลกและการหักเหของแสง
ส่องผ่านกล้องไปยังพื้นผิวสว่าง สังเกตว่ามีรา (fungus) เป็นเส้นใยสีขาว ฝ้า หรือฝุ่นภายในเลนส์หรือไม่ เพราะราภายในเลนส์ทำความสะอาดไม่ได้และลดความคมชัด ทดสอบ Parallax โดยเลื่อนตาขึ้นลงขณะเล็ง สายใยต้องไม่เคลื่อนเทียบกับเป้า ปรับโฟกัสสายใย (reticle focus) และโฟกัสภาพ (object focus) ให้คมทั้งคู่
เล็งไม้สต๊าฟที่จุดเดียวกัน อ่านค่า 5-10 ครั้ง โดยปรับโฟกัสใหม่ทุกครั้ง ค่าที่อ่านได้ควรกระจายตัวอยู่ในช่วงแคบ ความแม่นยำของกล้องระดับอัตโนมัติระดับงานทั่วไปของผู้ผลิตหลักมักระบุส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อการเดินระดับไป-กลับ 1 กิโลเมตรอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.5 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นงานละเอียดจะดีกว่านั้น ใช้ค่านี้เทียบกับสเปกเดิมของรุ่นเพื่อประเมินว่าคุณภาพยังอยู่ในเกณฑ์
ตรวจกล่อง (case) ฟองน้ำรอง สายสะพาย ฝาครอบเลนส์ และคู่มือ ว่าครบหรือไม่ ขาตั้ง (tripod) และไม้สต๊าฟ (staff) หากแถมมาให้ตรวจฟองกลมบนไม้สต๊าฟและความตรงของไม้ด้วย สุดท้ายเจรจาเงื่อนไขรับประกันเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะกรณีพบปัญหาคอมเพนเซเตอร์ภายหลัง