เทคนิคการวัดระยะด้วยสายวัด และการแก้ไข "การตกท้องช้าง"

Last updated: 14 ส.ค. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เทคนิคการวัดระยะด้วยสายวัด  และการแก้ไข "การตกท้องช้าง"

เทคนิคการวัดระยะด้วยสายวัด และการแก้ไข "การตกท้องช้าง"

     สายวัดระยะเป็นเครื่องมือพื้นฐานในงานสำรวจ แม้ดูใช้งานง่าย แต่หากไม่ดึงให้ตึงหรือวัดระยะยาวเกินไป ปัญหา "การตกท้องช้าง" (Sag) จะทำให้ค่าที่อ่านได้ ยาวกว่าระยะจริงเสมอ

1. วิธีวัดระยะทางให้แม่นยำ

  • ดึงในแนวราบ : รักษาแถบสายวัดให้อยู่ในระนาบขนานกับพื้นโลก (ไม่เอียงตามความสโลปของพื้นที่)
  • ใช้แรงดึงมาตรฐาน : ดึงให้ตึงด้วยแรงประมาณ 5 - 10 kg. เพื่อลดการหย่อนตัว
  • ตรงแนวหมุด : เล็งสายวัดไม่ให้เบี่ยงเบนออกซ้าย-ขวาจากแนวหมุดต้นทางและปลายทาง
  • เช็กจุดศูนย์ (0.000 m.) : ตรวจสอบว่าขีด 0 เริ่มที่ห่วงจับ หรือขยับเข้ามาที่ขีดสเกลแรก


2. เทคนิคป้องกันและแก้ไขการตกท้องช้าง (Sag)

   การตกท้องช้างเกิดจากน้ำหนักของสายวัดดึงให้แถบวัดแอ่นลงตรงกลางเมื่อลอยอยู่กลางอากาศ แก้ไขได้ด้วย

  • แบ่งช่วงวัดให้สั้นลง (Stepping) : ห้ามดึงยาวทีเดียว 30 - 50 m. ให้แบ่งวัดทีละ 5 - 10 m. แล้วใช้น้ำดิ่ง (Plumb Bob) ทิ้งแนวลงหมุด
  • ใช้ตาชั่งสปริงช่วยดึง : ควบคุมแรงดึงปลายสายวัดให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดโรงงาน
  • คำนวณค่าปรับแก้ (สำหรับงานละเอียดสูง) : ใช้สูตร  เพื่อหักลบระยะส่วนเกินจากการตกท้องช้าง


ข้อควรระวัง : ห้ามเหยียบหรือพับสายวัดเหล็กจนเป็นรอยหัก และระวังเรื่องอุณหภูมิเพราะสายวัดสามารถขยายตัวเมื่อร้อนและหดตัวเมื่อเย็นได้

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้