Last updated: 12 ก.ย. 2569 | 4 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อค่าปิดงานเดินระดับเกินเกณฑ์ สิ่งแรกที่ต้องรู้คือความคลาดเคลื่อนนั้นเป็นแบบไหน ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Error) เกิดซ้ำในทิศทางเดิมตามกลไกทางกายภาพ เช่น แนวเล็งเอียง ความโค้งของโลกกับการหักเหของแสง ศูนย์ไม้สต๊าฟสึก หรือขาตั้งทรุด จึงคำนวณแก้หรือวางวิธีวัดให้หักล้างได้ ส่วนความคลาดเคลื่อนสุ่ม (Random Error) เกิดจากการอ่านค่า การเล็ง และภาพสั่น มีทั้งบวกและลบ ลดได้ด้วยการวัดซ้ำและเทคนิคที่ดีเท่านั้น ส่วนความผิดพลาดจากคน (Gross Error) เช่น จดเลขผิด ต้องแยกออกไปตรวจเป็นอีกกลุ่ม ขั้นตอนต่อไปนี้ช่วยแยกสองแบบแรกออกจากกันก่อนตัดสินใจแก้ ใช้ได้กับกล้องระดับอัตโนมัติทั่วไปและไม้สต๊าฟที่ใช้ในงานก่อสร้าง
ทฤษฎี แนวเล็งที่เอียงทำให้ค่าที่อ่านบนไม้สต๊าฟผิดเป็นสัดส่วนกับระยะเล็ง จึงเป็นความคลาดเคลื่อนเชิงระบบตัวสำคัญที่สุดของกล้องระดับ
Procedure ตอกหมุด A และ B ห่างกันราว 30–50 เมตร ตั้งกล้องกึ่งกลางแล้วอ่านค่า a1 และ b1 จากนั้นย้ายกล้องไปใกล้หมุด A อ่านค่า a2 และ b2 แล้วคำนวณค่าความเอียงของแนวเล็งต่อเมตร ค่าต่างระดับจากตำแหน่งกึ่งกลางถือเป็นค่าอ้างอิง เพราะผลของแนวเล็งเอียงหักล้างกันเมื่อระยะทั้งสองข้างเท่ากัน
C = [ (a2 − b2) − (a1 − b1) ] ÷ (DA − DB)
โดย DA และ DB คือระยะจากตำแหน่งตั้งกล้องครั้งที่สองถึงหมุด A และ B
Tolerance ข้อกำหนดของ FGCS จำกัดค่านี้ไว้ไม่เกิน 0.05 มม./ม. สำหรับงานชั้นหนึ่งและชั้นสอง และ 0.10 มม./ม. สำหรับงานชั้นสาม
ข้อควรระวัง ทำการทดสอบบนพื้นแน่น ใช้ไม้สต๊าฟอันเดียวกันทั้งสองตำแหน่ง และอ่านค่าหลายครั้งเพื่อไม่ให้ความคลาดเคลื่อนสุ่มปนเข้ามาในค่า C
ทฤษฎี เมื่อระยะเล็งหลัง (Backsight) และระยะเล็งหน้า (Foresight) เท่ากัน ผลของแนวเล็งเอียง ความโค้งของโลก และการหักเหของแสงจะหักล้างกันในค่าต่างระดับ ส่วนศูนย์ไม้สต๊าฟที่สึกหรือไม่ตรง (Index Error) จะหักล้างกันเมื่อใช้ไม้สต๊าฟสองอันสลับกันและจบงานด้วยจำนวนการตั้งกล้องเป็นเลขคู่ ความคลาดเคลื่อนจากแนวเล็งที่เหลืออยู่ประมาณได้จาก
e = C × ( ΣDBS − ΣDFS )
Procedure วัดระยะด้วยสายใยสเตเดีย (Stadia) หรือเทปทุกครั้ง ไม่ใช้การนับก้าวในงานที่มีเกณฑ์ จดผลรวมระยะหน้า-หลังสะสมไว้ท้ายแต่ละแผ่นบันทึก และสลับไม้สต๊าฟแบบกระโดดข้าม (Leapfrog) ตลอดแนว ให้ไม้สต๊าฟอันที่เริ่มบนหมุดต้นทางกลับมาอยู่บนหมุดปลายทาง
Tolerance FGCS กำหนดความต่างของระยะหน้า-หลังต่อการตั้งกล้องไม่เกิน 2 เมตรสำหรับชั้นหนึ่ง Class I และ 5 เมตรสำหรับชั้นอื่น ผลรวมต่อช่วงงานไม่เกิน 4 เมตรและ 10 เมตรตามลำดับ และกำหนดให้ตั้งกล้องเป็นเลขคู่ทุกชั้นงานเมื่อไม่ได้ใช้ไม้สต๊าฟที่ผ่านการสอบเทียบ
ข้อควรระวัง บนทางลาดชัน ผู้ตั้งกล้องมักวางกล้องใกล้ไม้สต๊าฟด้านบน ทำให้ระยะไม่สมดุลต่อเนื่องหลายสถานี จึงต้องชดเชยในสถานีถัดไป ส่วนข้อต่อไม้สต๊าฟแบบชักที่ล็อกไม่สุดไม่หักล้างด้วยวิธีนี้ ต้องตรวจระยะข้อต่อกับตลับเมตรก่อนออกงาน
ทฤษฎี การอ่านค่าไม้สต๊าฟจุดเดิมหลายครั้งจะให้ค่ากระจายรอบค่าเฉลี่ย ขนาดของการกระจายนี้คือตัวแทนของความคลาดเคลื่อนสุ่มของกล้อง ผู้อ่าน และสภาพอากาศในวันนั้น
s = √[ Σ(xi − x̄)² ÷ (n − 1) ]
Procedure อ่านค่าไม้สต๊าฟจุดเดียวกัน 5–10 ครั้ง โดยเลื่อนเล็งออกแล้วเล็งกลับทุกครั้ง เคาะขาตั้งเบา ๆ ให้ตัวชดเชยทำงานใหม่ แล้วคำนวณค่า s
Spec กล้องระดับอัตโนมัติรุ่นมาตรฐาน เช่น Leica NA300 Series และ Topcon AT-B Series ระบุค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานประมาณ 0.7–2.5 มม./กม. ไป-กลับตามวิธีของ ISO 17123-2 และความแม่นยำการตั้งตัวของตัวชดเชยประมาณ 0.3″–0.5″
ข้อควรระวัง ถ้าค่า s สูงผิดปกติในช่วงบ่าย ให้ลดระยะเล็งลงและกางร่มบังกล้อง เพราะภาพสั่นจากความร้อนเพิ่มความคลาดเคลื่อนสุ่มโดยตรง
ทฤษฎี ความคลาดเคลื่อนสุ่มสะสมตามรากที่สองของระยะทาง เกณฑ์ค่าปิดจึงเขียนในรูป k√K
ค่าปิดที่ยอมรับได้ = k × √K (มม.)
โดย K คือระยะทางเป็นกิโลเมตร และ k ขึ้นกับชั้นงาน
Tolerance FGCS กำหนดค่าปิดของช่วงงานเดินไป-กลับไว้ที่ 3√K (ชั้นหนึ่ง Class I) 4√K (ชั้นหนึ่ง Class II) 6√K (ชั้นสอง Class I) 8√K (ชั้นสอง Class II) และ 12√K มม. (ชั้นสาม) ตัวอย่างเช่น งานยาว 1.5 กม. ตามเกณฑ์ชั้นสาม ยอมรับค่าปิดได้ 12 × √1.5 ≈ 14.7 มม.
ข้อควรระวัง ค่าปิดผ่านเกณฑ์ไม่ได้รับรองว่าไม่มีความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ เช่น ความคลาดเคลื่อนมาตราส่วนของไม้สต๊าฟเกิดเท่ากันทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ จึงหักล้างกันในค่าปิดจนมองไม่เห็น
ทฤษฎี ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบโตขึ้นเป็นเส้นตรงตามจำนวนสถานี ความไม่สมดุลของระยะ หรือค่าต่างระดับ ส่วนความคลาดเคลื่อนสุ่มโตตามรากที่สองและเปลี่ยนเครื่องหมายไปมา
Procedure พล็อตค่าต่างระหว่างเที่ยวไปกับเที่ยวกลับสะสมเทียบระยะทาง ถ้าเห็นแนวโน้มเป็นเส้นตรง ให้แก้ที่ต้นเหตุ คือส่งกล้องปรับแนวเล็ง ตรวจไม้สต๊าฟ และคุมระยะหน้า-หลัง ถ้ากระจายไม่มีทิศทางและอยู่ในเกณฑ์ ให้กระจายค่าปิดตามสัดส่วนระยะทาง
ci = − E × ( Li ÷ ΣL )
โดย E คือค่าปิดรวม Li คือระยะของช่วงที่ i และ ci คือค่าแก้ของช่วงนั้น
ข้อควรระวัง ห้ามกระจายค่าปิดที่เกิดจากความผิดพลาดจากคน ช่วงที่สงสัยต้องเดินระดับซ้ำก่อนเสมอ
การแยก Random Error กับ Systematic Error ทำให้แก้ปัญหาถูกจุด ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบแก้ด้วยการปรับกล้อง ตรวจไม้สต๊าฟ และออกแบบวิธีวัดให้หักล้างกัน ส่วนความคลาดเคลื่อนสุ่มลดด้วยการอ่านค่าซ้ำ ระยะเล็งที่เหมาะสม และสภาพการวัดที่ดี ลำดับที่ใช้ได้จริงคือ Two-Peg Test ก่อนงาน วางวิธีวัดให้หักล้างกัน ประเมินความคลาดเคลื่อนสุ่มจากการอ่านซ้ำ เดินไป-กลับ แล้วอ่านรูปแบบค่าปิดก่อนกระจายค่าแก้
ในงานบ้านและอาคารทั่วไป ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มเวลามากนัก แต่ช่วยให้รู้ทันทีว่าปัญหาอยู่ที่กล้อง ไม้สต๊าฟ หรือวิธีวัด ข้อมูลที่จดไว้ครบยังใช้เป็นหลักฐานยืนยันคุณภาพงานระดับกับผู้ว่าจ้างได้ด้วย
หากค่า C จาก Two-Peg Test เกินเกณฑ์ หรือค่าปิดมีแนวโน้มเป็นเส้นตรงแม้คุมระยะหน้า-หลังดีแล้ว P1 Instrument ให้บริการสอบเทียบกล้องระดับ ตรวจแนวเล็งและตัวชดเชย พร้อมปรับตั้งให้กลับเข้าเกณฑ์ของผู้ผลิต รวมถึงมีไม้สต๊าฟและขาตั้งสำหรับเปลี่ยนเมื่ออุปกรณ์เดิมสึกหรอ
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
■ บจก.พี นัมเบอร์วัน อินสตรูเม้นท์ (รังสิต)
▸ Location: https://maps.app.goo.gl/pVxYa4RWrwde1aFg9
▸ หน้าร้านสาขารังสิต B202 ชั้น 2 ปั๊มคาร์เท็กซ์
โครงการสัมมากรเพลสรังสิตคลอง 2
▸ เปิดบริการ จ.-ศ. 8.30-17.30 น. และ วันเสาร์ 9.00-14.00 น.
▸ บริการ: จำหน่าย · เช่า · ซ่อม · สอบเทียบ
▸ โทร. 02-181-6844
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
#ศูนย์รวมกล้องสำรวจราคาถูก #กล้องสำรวจมือสอง #กล้องTotalStation #กล้องระดับ #กล้องวัดมุม #บริการเช่ากล้องสำรวจ #ซ่อมกล้องสำรวจ #สอบเทียบกล้องสำรวจ #P1Instrument #พีนัมเบอร์วันอินสตรูเม้นท์ #ความคลาดเคลื่อนงานระดับ #งานเดินระดับ #TwoPegTest #สอบเทียบกล้องระดับ