Last updated: 17 ก.ย. 2569 | 10 จำนวนผู้เข้าชม |
งานระดับส่วนใหญ่ในไซต์ก่อสร้างอ่านไม้สต๊าฟเพียงสายกลางเส้นเดียว ซึ่งเร็วแต่ไม่มีอะไรบอกว่าอ่านผิดหรือจดผิด การอ่านครบทั้งสามสายเป็นวิธีที่เพิ่มเวลาไม่กี่วินาทีต่อจุด แล้วได้ทั้งการตรวจสอบตัวเองและระยะเล็งมาในคราวเดียว
ทฤษฎี เส้นใยแก้วในกล้องระดับมีเส้นแนวนอนสามเส้น คือสายบน สายกลาง และสายล่าง ระยะห่างระหว่างสายบนกับสายล่างถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับระยะเล็งด้วยค่าคงที่สเตเดีย (Stadia Constant) ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ค่าที่อ่านได้จึงมีข้อมูลสองชุดซ้อนกัน คือค่าระดับและระยะเล็ง
Procedure อ่านค่าไม้สต๊าฟที่สายบน สายกลาง และสายล่างตามลำดับเดิมทุกครั้ง จดลงในแบบฟอร์มที่มีช่องแยกสามช่อง แล้วคำนวณค่าเฉลี่ยของสายบนกับสายล่างเทียบกับสายกลางทันทีในสนาม ไม่รอกลับออฟฟิศ
เกณฑ์ยอมรับ ค่าที่ใช้เป็นค่าระดับของจุดนั้นคือค่าเฉลี่ยของทั้งสามสาย ซึ่งลดความคลาดเคลื่อนจากการอ่านลงเมื่อเทียบกับการอ่านสายเดียว โดยเฉพาะเมื่อภาพสั่นจากไอร้อน
ข้อควรระวัง ถ้าสายบนหรือสายล่างเลยขอบไม้สต๊าฟ แสดงว่าระยะเล็งสั้นเกินไปสำหรับวิธีนี้ ให้ถอยกล้องออกหรือใช้ไม้สต๊าฟที่ยาวขึ้น ไม่ใช่เดาค่าที่หายไป
ทฤษฎี เมื่อสายบนและสายล่างอยู่ห่างจากสายกลางเท่ากันตามโครงสร้างของเส้นใยแก้ว ค่าเฉลี่ยของสายบนกับสายล่างจึงต้องเท่ากับค่าสายกลางเสมอในทางทฤษฎี ผลต่างที่เกิดขึ้นจริงคือเครื่องมือตรวจจับการอ่านผิดและการจดผิด
ผลต่างตรวจสอบ = ( U + L ) ÷ 2 − M
โดย U คือค่าสายบน L คือค่าสายล่าง และ M คือค่าสายกลาง
Procedure คำนวณผลต่างนี้ทุกจุดก่อนย้ายไม้สต๊าฟ ถ้าเกินเกณฑ์ให้อ่านใหม่ทั้งสามสายทันทีขณะที่กล้องยังไม่ขยับ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวที่แก้ได้โดยไม่เสียเวลา
เกณฑ์ยอมรับ งานก่อสร้างทั่วไปยอมรับผลต่างได้ราว 2 มิลลิเมตร ส่วนงานระดับที่ต้องการความละเอียดสูงมักคุมไว้ที่ 1 มิลลิเมตร ค่าที่เกินเกณฑ์ซ้ำ ๆ ที่สถานีเดียวมักมาจากไม้สต๊าฟเอียงหรือภาพสั่น ไม่ใช่จากตัวกล้อง
ข้อควรระวัง การแก้ตัวเลขในสมุดสนามให้ผลต่างเข้าเกณฑ์เป็นการทำลายประโยชน์ทั้งหมดของวิธีนี้ ค่าที่ไม่ผ่านต้องอ่านใหม่ ไม่ใช่เขียนใหม่
ทฤษฎี ผลต่างระหว่างสายบนกับสายล่างแปรผันตรงกับระยะจากกล้องถึงไม้สต๊าฟ ด้วยค่าคงที่สเตเดียซึ่งกล้องสำรวจทั่วไปออกแบบไว้ที่ 100
D = K × ( U − L )
โดย D คือระยะเล็ง K คือค่าคงที่สเตเดีย และ U กับ L คือค่าสายบนและสายล่าง เช่น อ่านได้ 1.632 กับ 1.408 ผลต่าง 0.224 เมตร ระยะเล็งจึงประมาณ 22.4 เมตร
Procedure ใช้ระยะที่ได้นี้คุมสมดุลระยะหน้าและระยะหลังทันทีในสนาม โดยขยับตำแหน่งไม้สต๊าฟหรือกล้องให้ผลต่างของสองระยะแคบลงก่อนอ่านค่าจริง ไม่ต้องใช้ตลับเมตรหรือนับก้าว
เกณฑ์ยอมรับ ผลต่างของระยะหน้ากับระยะหลังในหนึ่งสถานีควรอยู่ในราว 5 เมตร และผลต่างสะสมทั้งวงไม่ควรเกิน 10 เมตร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความคลาดเคลื่อนของแนวเล็งกับความโค้งของโลกหักล้างกันได้จริง
ข้อควรระวัง ค่าคงที่สเตเดียของกล้องบางรุ่นไม่ใช่ 100 พอดี ควรตรวจจากคู่มือหรือทดสอบกับระยะที่วัดด้วยตลับเมตรหนึ่งครั้งก่อนใช้จริง
ทฤษฎี การอ่านสามสายลดความคลาดเคลื่อนสุ่มและตัดความผิดพลาดจากคนออกไป แต่ไม่ได้แก้ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ เช่น แนวเล็งเอียงหรือมาตราส่วนไม้สต๊าฟคลาด ค่าปิดของวงระดับจึงยังเป็นตัวตัดสินสุดท้าย
ค่าปิดที่ยอมรับได้ = C × √K มิลลิเมตร
โดย K คือความยาวเส้นทางหน่วยกิโลเมตร ส่วน C ขึ้นกับชั้นงาน งานก่อสร้างทั่วไปมักใช้ 12 ส่วนงานที่ต้องการความละเอียดสูงขึ้นใช้ 8 หรือเข้มกว่านั้นตามข้อกำหนดโครงการ
Procedure ใช้การอ่านสามสายในงานเฝ้าระวังการทรุดตัว งานถ่ายระดับระยะยาว และงานที่ต้องส่งมอบข้อมูลให้ผู้ว่าจ้าง ส่วนงานวางระดับพื้นทั่วไปที่ระยะสั้นและตรวจซ้ำได้ง่าย การอ่านสายกลางอย่างเดียวยังเพียงพอ
เกณฑ์ยอมรับ สมรรถนะของกล้องที่ใช้อ้างอิงกับเกณฑ์เหล่านี้ควรยืนยันด้วยวิธีทดสอบภาคสนามตาม ISO 17123-2 และเมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องคุณภาพงาน ใบรับรองที่ออกโดยห้องปฏิบัติการตาม ISO/IEC 17025 คือหลักฐานที่ใช้ได้
ข้อควรระวัง วิธีนี้ไม่ได้ทำให้กล้องที่แนวเล็งเพี้ยนกลายเป็นกล้องที่ดี ถ้า Two-Peg Test ไม่ผ่าน การอ่านสามสายจะให้ค่าที่ผิดอย่างสม่ำเสมอและดูน่าเชื่อถือกว่าเดิมเสียอีก
ทฤษฎี ประโยชน์ของการอ่านสามสายลดลงเมื่อสภาพการวัดแย่ เพราะทั้งสามค่าถูกรบกวนพร้อมกันจากสาเหตุเดียว เช่น ภาพสั่นจากไอร้อนเหนือผิวถนน หรือไม้สต๊าฟที่เอียงไปด้านหลัง
Procedure จำกัดระยะเล็งไว้ที่ราว 30 ถึง 50 เมตรในสภาพอากาศร้อนจัด ยกแนวเล็งให้สูงจากพื้นอย่างน้อย 0.5 เมตร ใช้ระดับฟองกลมที่ติดกับไม้สต๊าฟทุกจุด และเปลี่ยนคนอ่านค่าสลับกันเพื่อกันความเคยชินในการอ่าน
เกณฑ์ยอมรับ ถ้าอ่านซ้ำห้าครั้งบนจุดเดิมแล้วค่าสายกลางกระจายเกิน 1 มิลลิเมตร ให้ถือว่าสภาพการวัดยังใช้ไม่ได้ ต้องลดระยะเล็งหรือเปลี่ยนเวลาทำงานก่อน
ข้อควรระวัง ไม้สต๊าฟที่ผิวสึกจนขีดมาตราส่วนลบเลือน ทำให้ค่าสายบนและสายล่างคลาดมากกว่าสายกลาง เพราะอ่านที่ขอบไม้ซึ่งสึกก่อนเสมอ ควรตรวจสภาพไม้สต๊าฟทุกต้นก่อนเริ่มงานยาว
การอ่านสามสายเปลี่ยนงานระดับจากการจดค่าเป็นการวัดที่ตรวจสอบตัวเองได้ทุกจุด ลำดับที่ใช้ได้จริงคืออ่านครบสามสายตามลำดับเดิม คำนวณผลรวมครึ่งทันทีก่อนย้ายไม้ ใช้ผลต่างสายบนกับสายล่างคุมสมดุลระยะ แล้วปิดวงเพื่อยืนยันด้วยเกณฑ์ค่าปิดของชั้นงาน
ในงานบ้านจัดสรรและงานอาคาร วิธีนี้เพิ่มเวลาราวสิบวินาทีต่อจุด แต่ทำให้รู้ทันทีว่าค่าไหนอ่านผิด แทนที่จะไปรู้ตอนค่าปิดไม่ผ่านแล้วต้องเดินซ้ำทั้งเส้น
หากผลรวมครึ่งผ่านทุกจุดแต่ค่าปิดยังเกินเกณฑ์ ปัญหามักอยู่ที่แนวเล็งหรือไม้สต๊าฟ P1 Instrument ให้บริการสอบเทียบกล้องระดับ ตรวจแนวเล็งและตัวชดเชย พร้อมปรับตั้งให้กลับเข้าเกณฑ์ของผู้ผลิต รวมถึงมีไม้สต๊าฟ ระดับฟองกลมสำหรับไม้สต๊าฟ และขาตั้งสำหรับงานที่ต้องเก็บค่าระดับจำนวนมาก
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
■ บจก.พี นัมเบอร์วัน อินสตรูเม้นท์ (รังสิต)
▸ Location: https://maps.app.goo.gl/pVxYa4RWrwde1aFg9
▸ หน้าร้านสาขารังสิต B202 ชั้น 2 ปั๊มคาร์เท็กซ์
โครงการสัมมากรเพลสรังสิตคลอง 2
▸ เปิดบริการ จ.-ศ. 8.30-17.30 น. และ วันเสาร์ 9.00-14.00 น.
▸ บริการ: จำหน่าย · เช่า · ซ่อม · สอบเทียบ
▸ โทร. 02-181-6844
▸ www.p1instrument.co.th
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
#ศูนย์รวมกล้องสำรวจราคาถูก #กล้องสำรวจมือสอง #กล้องTotalStation #กล้องระดับ #กล้องวัดมุม #บริการเช่ากล้องสำรวจ #ซ่อมกล้องสำรวจ #สอบเทียบกล้องสำรวจ #P1Instrument #พีนัมเบอร์วันอินสตรูเม้นท์ #เดินระดับสามสาย #ThreeWireLeveling #ไม้สต๊าฟ #งานเดินระดับ